🎬 ภาพยนตร์ไทยปี 2480
พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937)
รวม 12 เรื่อง - หน้า 1 จาก 2
รวมรายการภาพยนตร์ไทยที่ฉายในปี 2480 พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ครบถ้วนทุกผลิตโดย พร้อมข้อมูลนักแสดง เรื่องย่อ รีวิว และรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้คุณเลือกชมภาพยนตร์ที่ใช่ตามใจคุณ
สถิติภาพยนตร์ปี 2480
ผลิตโดยยอดนิยมปี 2480

พระร่วง (ขอมดำดิน)
Phra Ruang: Khmer Underground
เมื่อ 700 ปีล่วงมาแล้ว สมัยนั้น เมืองละโว้เป็นเมืองขึ้นของขอม นายคงเครา พ่อเมืองละโว้ต้องส่งส่วยน้ำไปบรรณาการทุกๆ ระยะ 3 ปี นายร่วง ลูกนาย คงเครา พ่อเมืองละโว้ เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์หัดกระบี่กระบองกับนายขวัญ นายขวัญมีคู่รักคนหนึ่งชื่อ ลูกอิน คืนวันหนึ่ง นายขวัญปรึกษานายกลับ เพื่อนซึ่งค่อนข้างอัตคัดผมสักหน่อย ว่าจะไปหาลูกอินเพื่อจะลาไปส่งส่วยน้ำยังธานีขอม เมื่อร่ำลาคู่รักเรียบร้อยแล้ว นายขวัญกับพวกก็ลาไปยังธานีขอมเพื่อจะส่งส่วยน้ำตามประเพณี
เมื่อถึงธานีขอมแล้ว นายขวัญเกิดไปชอบพอได้เสียกับ ผกา ธิดาพญาอำนาจ ซึ่งขณะนี้หมั้นอยู่กับนักฉกาจ อาจารย์เอกของพระเจ้าพันธุมฯ ขณะที่นายขวัญลักลอบร่วมรักกับผกานี่เอง นักฉกาจซึ่งไม่พอใจอยู่แล้วเห็นเหตุการณ์เข้า จึงพร้อมด้วยพญาอำนาจได้ทำการจับกุมนายขวัญฐานต่อสู้ทหารขอม ขณะที่นายขวัญต้องโทษ ผกา แม่เมียต่างชาติพยายามช่วยเหลือสามีต่างแดนจนพ้นโทษจนได้ แต่กว่าจะหลุดพ้นออกมาได้ก็ต้องทรมานทรกรรมแทบเลือดตาจะกระเด็น หลุดจากการเป็นนักโทษ นายขวัญและพวกก็เดินทางกลับละโว้
3 ปีผ่านไป ละโว้เกิดขาดแคลนน้ำ พระเจ้าพันธุมฯ ทรงใช้ให้นักคุ้มเป็นข้าหลวงไปทวงส่วยน้ำยังเมืองละโว้ แต่นายร่วง ซึ่งขณะนี้ได้เป็นพ่อเมืองแล้ว ได้ใช้ปัญญาอันหลักแหลม ใช้ให้นักคุ้มซึ่งมาทวงส่วยน้ำนั้นนำส่วยน้ำกลับไปด้วยตนเอง
เมื่อนักคุ้มถูกนำส่วยน้ำไปเช่นนั้น พระเจ้าพันธุมฯ ทรงกริ้วมาก หาว่าเมืองละโว้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดังนั้นจึงได้ให้พญาอำนาจและนักฉกาจควบคุมกองทัพไปเพื่อจะราวีละโว้ แต่เมื่อกองทัพถูกส่งไป ผกา แม่เมียรักต่างชาติของนายขวัญก็ปลอมเป็นชายติดตามไปด้วย เมื่อยกกองทัพไป ฝ่ายทหารกรุงละโว้รู้เรื่องเข้า จึงให้ผู้หญิงสาวชาวละโว้ออกมายั่วยวนทหารขอม
ในที่สุด ทหารขอมก็แตกทัพเพราะเสียกลผู้หญิง พญาอำนาจและนักฉกาจถึงแก่ความตาย พร้อมด้วยผกาก็ถูกพญาอำนาจบิดาฟันตาย ขณะที่จะเข้าไปช่วยนายขวัญ สามี ขณะที่ขอมแตกทัพนี้ นักคุ้มคนเดียวที่ยังรอดชีวิตไปได้ จึงรีบเดินทางไปเฝ้าพระเจ้าพันธุมฯ พระเจ้าพันธุมฯ จึงใช้พญาเดโชให้ดำดินไปจับนายร่วงที่กรุงสุโขทัย... (ที่มา: นิตยสารชุมนุมภาพยนตร ตุลาคม พ.ศ. 2480)
วันที่เข้าฉาย : 14 ตุลาคม 2480 ฉายที่ศาลาเฉลิมบุรี
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ 35 มม. ให้เสียงพากย์สด
.
ที่มา: นิตยสารชุมนุมภาพยนตร ตุลาคม พ.ศ. 2480

เพลงหวานใจ
His Sweet Melody
เรืออากาศเอกจำรัส เยี่ยมพะโยมนายทหารแห่งกองทัพอากาศสยามประสบอุบัติเหตุขณะขับเครื่องบินตกลงป่าประเทศซานคอสซาร์ โชคดีที่ ลิลิน ลูกสาวช่างปั้นหม้อช่วยเหลือไว้ วันหนึ่ง ขณะที่จำรัสออกไปเดินเล่นในป่า พบสาวงามนางหนึ่งกำลังเล่นน้ำอยู่ในห้วย หญิงสาวอ้างว่าเป็นนางกำนัลของพระราชินีและเชื้อเชิญจำรัสเข้าไปในพระราชวัง แท้จริงแล้วเธอคือพระราชินีแห่งประเทศซานคอสซาร์
ขณะนั้น ประเทศซานคอสซาร์กำลังตกอยู่ในอันตรายเนื่องจากผู้สำเร็จราชการทหารรับสินบนจากประเทศยูราวีในการเช่าเมืองประเทศซานคอสซาร์ต่อ เพียงเพราะต้องการเงินหกแสนเหรียญไปซื้อสร้อยไข่มุกให้ มาลา นางละครผู้โด่งดัง ราชเลขานุการบังเอิญรู้แผนการเข้า จึงขอร้องให้จำรัสช่วย โดยวางแผนออกข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าจำรัสมาติดพันมาลาเพื่อหันเหความสนใจ และใช้ลิลินเบี่ยงเบนความสนใจผู้สำเร็จราชการ โดยให้ปลอมตัวเป็นนางละครเต้นยั่วยวน แผนการของราชเลขานุการมีทีท่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อผู้สำเร็จราชการเห็นลิลินก็ตกตะลึงในความงามจนลืมมาลาไปชั่วขณะ จนกระทั่งถึงกำหนดวันลงนามสัญญาเช่าเมือง ผู้สำเร็จราชการทหารเผอิญอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ซึ่งลงข่าวว่ามาลากำลังรักกับจำรัส ก็หมดรักในตัวมาลา จึงระงับการลงนามสัญญา เมื่อภารกิจลุล่วงไปด้วยดีและเครื่องบินซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว เรืออากาศเอกจำรัสจึงถวายบังคมลาพระราชินีแห่งประเทศซานคอสซาร์กลับสู่ประเทศสยาม
วันที่เข้าฉาย : 1 ตุลาคม 2480 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ฉายซ้ำ : 21 ตุลาคม 2493 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ เสียงในฟิล์ม 35 มม.

ผีตายซาก
The Undying Ghost
ที่พระนครศรีอยุธยา หมอคำ แพทย์แผนโบราณชักจูงสี่หนุ่ม กั่ว แก้ว พิศ และ ทอง ไปแสวงโชค ตามลายแทงซึ่ง ขุนอัคนีฯ นายทหารที่เสียชีวิตในสนามรบได้สั่งเสียให้ฝังตำราชุบชีวิตไว้พร้อมศพของตนใต้เจดีย์ สี่หนุ่มตกลงร่วมขบวนไปขุดศพเพราะหวังว่าอาจจะเจอสมบัติอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อขุดพบศพตามลายแทง หมอคำไม่รอช้าผสมยาชุบชีวิตตามตำรา และลองกรอกยาให้ขุนอัคนีฯ หลายต่อหลายครั้งก็ยังไม่เป็นผล หมอคำจึงชวนกั่วและพิศไปขุดศพที่เพิ่งตายมาทำการทดลอง ทิ้งทองกับแก้วเฝ้าศพขุนอัคนีฯคล้อยหลังหมอคำ ขุนอัคนีฯ ก็ลุกพรวดตรงมาจับบ่าแก้ว ทั้งสองสะดุ้งตัวลอยวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องของผู้หญิงก็ดังขึ้น เมื่อไปถึงที่มาของเสียงก็พบศพหญิงสาวถูกบีบคอตาย แต่ไร้ร่องรอยของขุนอัคนีฯ
เที่ยงคืนวันหนึ่ง สนาน นัดแนะ เพลินพิศ มาพลอดรักกันในสวน ขณะที่หนุ่มสาวกำลังกอดรัดกัน ขุนอัคนีฯก็โผล่เข้ามาบีบคอสนานสลบคามือ เพลินพิศตื่นตระหนกกรีดร้องสลบไปอีกคน ขุนอัคนีฯ พลิกดูใบหน้าของเพลินพิศแล้วให้นึกถึง สุดา เมียรักที่ต้องจากกันเมื่อครั้งไปออกรบ จึงอุ้มเพลินพิศหายไปในความมืด นายพิณ และ นางสิน ผู้เป็นพ่อและแม่ของเพลินพิศ เห็นลูกสาวหายไปนานจนผิดสังเกตจึงตระเวนเดินหาจนมาพบสนานที่เพิ่งฟื้นจากการสลบ จึงไปตามตัวหมอคำ เมื่อหมอคำได้ฟังความจากสนานจึงปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือของขุนอัคนีฯ และบอกให้ทุกคนเริ่มออกตามหาเพลินพิศในเวลากลางวัน เพราะเป็นเวลาที่ขุนอัคนีฯ หมดฤทธิ์และคงจะหลบซ่อนตัวในโลงศพที่วัดร้างสักแห่งเป็นแน่
ทุกคนแยกย้ายกันออกตามหา จนพบร่องรอยว่าขุนอัคนีฯ ว่าจ้างแท็กซี่ขนโลงศพสองโลงไปส่งที่โกดังสินค้าสนานและหมอคำจึงรีบไปยังที่หมายตามคำบอกเล่าของคนขับแท็กซี่ เพลินพิศพยายามหาทางหลบหนีแต่ขุนอัคนีฯ ตามมาทัน โชคดีที่สนานและหมอคำมาถึง หมอคำจึงใช้มีดอาคมแทงขุนอัคนีฯ กลายเป็นซากศพสิ้นฤทธิ์ตั้งแต่นั้นมา
วันที่เข้าฉาย : 19 กันยายน 2480 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ :
.
ที่มา: นสพ.กรุงเทพฯวารศัพท์ พ.ศ. 2480

เลือดชนบท
Country Life
ปรุง สาวชาวบ้านอาศัยอยู่กับแม่อย่างสงบสุขอยู่ที่เมืองอ่างทอง จนกระทั่งแม่มีสามีใหม่ชื่อ โฉม ซึ่งเป็นคนสำมะเลเทเมาและเป็นผีการพนันอย่างสาหัส วันหนึ่งโฉมแพ้พนันชนไก่ เถ้าแก่อ้วน แต่ไม่มีเงินเพียงพอจะชำระหนี้ จึงยกปรุงให้แต่งงานกับเถ้าแก่อ้วน ปรุงชอกช้ำใจเป็นอันมากจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายโดยเขียนจดหมายลาตายถึงมารดา แต่ขณะที่ปรุงกำลังจะกระโดดน้ำหมายปลิดชีวิตของตน เดชะบุญที่ จิตต์ ซึ่งออกมาทอดแหหาปลามาพบเข้าจึงช่วยชีวิตปรุงได้ทัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าปรุงนั้นรอดชีวิต จิตต์พาปรุงมาพักที่บ้านและดูแลเป็นอย่างดีจนทั้งสองเกิดสมัครรักใคร่กัน หลายเดือนถัดมา ในวันสงกรานต์ จิตต์และปรุงพากันมาเที่ยวงานเฉกเช่นชาวบ้านคนอื่นๆ เยมส์ และ ทองต่อ เห็นปรุงกำลังร้องเพลงและจำได้ว่าปรุงเป็นคนเดียวกับที่กระโดดน้ำตาย อาศัยที่เป็นน้องชายนายอำเภอจึงนำตัวปรุงไปสอบสวน โฉมทราบข่าวกระวีกระวาดมารับตัวปรุง และหว่านล้อมเยมส์ให้ไปขโมยโฉนดที่ดินที่อำเภอ โดยสัญญาว่าจะยกปรุงให้ หารู้ไม่ว่าโฉนดที่ดินนั้นเป็นโฉนดปลอมที่โฉมเอาไปหลอกเถ้าแก่อ้วน เถ้าแก่อ้วนจึงไปฟ้องนายอำเภอให้จับกุมโฉมกับพรรคพวกได้สำเร็จ ปรุงกับจิตต์จึงได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
วันที่เข้าฉาย : 27 กรกฎาคม 2480 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ เสียงในฟิล์ม 35 มม.
นางนาคคืนชีพ
Nang Nak Reborn
"นางนาคพระโขนง" เท่าที่ทราบกันแต่เพียงว่า ได้ถูกถ่วงน้ำและหายสาบสูญไปนั้น บัดนี้นางนาคได้กลับคืนชีพมาอีก และหนีจากถ่วงน้ำมาแผลงฤทธิ์ ดุร้าย น่าหวาดเสียว น่าตื่นเต้น และแสดงอภินิหารร้ายกาจกว่าเก่าหลายสิบเท่า (ที่มา: หนังสือพิมพ์รายวัน ศรีกรุง 8 มิถุนายน พ.ศ. 2480)
วันที่เข้าฉาย : 8 มิถุนายน 2480 ฉายที่โรงภาพยนตร์วัฒนากร
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ? ให้เสียงพากย์สด

วิวาห์เที่ยงคืน
Midnight Wedding
เบ็ญจา กับ ประคอง สองศรีพี่น้องเป็นเด็กกำพร้าแม่ ส่วนพ่อก็ถูกผู้ร้ายฆ่าตาย ในเวลาต่อมาประคองผู้พี่ตกเป็นภรรยาของ มงคล นักเลงพนันที่ชอบใช้กำลังข่มเหงภรรยา เบ็ญจาพลอยต้องทุกข์ระทมในการอยู่ร่วมกับพี่เขยซึ่งแสนจะกักขฬะและจ้องจะล่วงเกินตัวเองอยู่เสมอ โชคดีที่ หลวงราญรณกาจ ตำรวจสันติบาลนำกำลังทำลายซ่องการพนันของมงคล เบ็ญจาและประคองจึงต้องออกไปทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ
วันหนึ่ง เบ็ญจาเห็นประกาศหาหญิงสาวเป็นแบบปั้นตุ๊กตาในหนังสือพิมพ์ โดย เสน่ห์ บุตรชายหลวงราญรณกาจ ผู้ไม่เคยมีความรักแต่ชอบสะสมตุ๊กตาเป็นชีวิตจิตใจ ว่าจ้าง แนม ปั้นตุ๊กตาให้ เบ็ญจาจึงลองสมัครและได้รับการคัดเลือกให้เป็นแบบตุ๊กตา แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งงาน แนมเกิดเลินเล่อชนตุ๊กตาแตก เบ็ญจาจึงอาสาปลอมตัวเป็นตุ๊กตาประวิงเวลาจนกว่าแนมจะปั้นตุ๊กตาตัวใหม่เสร็จ เมื่อเสน่ห์เห็นตุ๊กตาที่แนมนำมามอบให้ ก็พึงพอใจในฝีมือมาก หารู้ไม่ว่าตุ๊กตานั้นเป็นหญิงสาวปลอมตัวมา
ตกค่ำ เมื่อทุกคนในครอบครัวของเสน่ห์หลับเบ็ญจาจึงจะค่อยๆ ย่องกลับบ้าน ฟากมงคลซึ่งถูกจองจำอยู่ในคุกก็อาฆาตหลวงราญรณกาจยิ่งนัก เมื่อถูกปล่อยตัวจากเรือนจำจึงตรงดิ่งไปที่บ้านหลวงราญรณกาจหมายจะเอาชีวิต แต่เคราะห์ดี เป็นเวลาที่เบ็ญจากำลังจะกลับบ้าน จึงได้เห็นคนลอบเข้ามา เบ็ญจารีบผละไปปลุกเสน่ห์ และปราบคนร้ายได้ทัน เสน่ห์จึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วตุ๊กตาที่แนมนำมามอบให้นั้นเป็นเบ็ญจาปลอมตัวมา ก็พอดีกับที่นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน
วันที่เข้าฉาย : 18 เมษายน 2480 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ เสียงในฟิล์ม 35 มม.
ขุนช้างขุนแผน ภาค 3
Khun Chang Khun Phaen Part 3
ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากตอนหนึ่งของวรรณกรรมไทยเรื่องขุนช้างขุนแผน
บทประพันธ์ : ดัดแปลงจากวรรณกรรมไทยเรื่อง ขุนช้างขุนแผน
วันที่เข้าฉาย : 16 เมษายน 2480 ฉายที่ศาลาเฉลิมบุรี
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ 35 มม. ให้เสียงพากย์สด

บัวในบึง
Lotus in the Marsh
ณ ท้องทุ่งตำบลโพนทอง จังหวัดลพบุรีวันนี้ครอบครัวของ นายโชติ กับ นางเพิ่ม กำลังต้อนรับแขกผู้มีเกียรติจากกรุงเทพ นั่นคือ คุณนายแข เศรษฐินีม่ายที่พา ประเสริฐ ลูกชายมาเยี่ยมนายโชติ ซึ่งช่วยดูแลที่นาของตนโอกาสนี้เองทำให้ประเสริฐได้พบกับ พูน ลูกสาวของนายโชติ มิตรไมตรีที่เด็กน้อยมีให้กันเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเสริฐไม่ลืมที่จะหยิบกล้องมาถ่ายรูปพูนไว้เป็นที่ระลึกก่อนจะลากลับกรุงเทพฯ ในเช้าวันรุ่งขึ้น
10 ปีผ่านไป ประเสริฐเติบโตเป็นหนุ่มรูปงามคุณนายแขซึ่งบัดนี้ชราลงไปมากได้วานให้ประเสริฐเป็นธุระในการไปดูแลที่นาและถือโอกาสเยี่ยมเยียนครอบครัวนายโชติประเสริฐทำตามคำมารดาโดยมี เปี๊ยก คนใช้คนสนิทร่วมเดินทางไปด้วยอย่างเกียจคร้าน เพ็ญศรี หลานรักของคุณนายแข คู่หมั้นของประเสริฐรบเร้าจะขอไปด้วย แต่ประเสริฐหาข้ออ้างเพราะไม่อยากพาเพ็ญศรีไป เมื่อถึงโพนทอง ประเสริฐได้พบหญิงสาวคนหนึ่งกำลังดำนา ประเสริฐจำได้ในทันทีว่าเธอคือ พูน เด็กสาวที่ประเสริฐเคยพบในวัยเด็ก หนุ่มสาวสองคนจ้องกันไม่วางตา จนเปี๊ยกต้องกระทุ้งนายหนุ่มให้รู้สึกตัว
ระหว่างที่ประเสริฐพักอยู่ที่โพนทอง เขามักจะไปเดินเล่นหาวิวสวยๆ ถ่ายรูป วันหนึ่งประเสริฐเหลือบไปเห็นอันธพาลใช้กำลังจะปลุกปล้ำพูน ประเสริฐกับเปี๊ยกรีบเข้าไปชกเจ้าแก่นกับเจ้าเหลือและพากันตกลงไปในบึงทั้งคนช่วยและคนร้าย ที่สุดเจ้าแก่นกับเจ้าเหลือเป็นฝ่ายแพ้รีบวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนกลับ ประเสริฐขอสองสามีภรรยาพาพูนไปเที่ยวที่กรุงเทพ และสัญญาว่าจะดูแลพูนให้ดีเท่าชีวิต
พูนตกตะลึงเมื่อเห็นบ้านอันโอ่อ่าของประเสริฐคุณนายแขต้อนรับพูนเป็นอย่างดี ยกเว้นก็แต่เพ็ญศรีที่แสดงท่าทีหึงหวงเมื่อเห็นประเสริฐเอาอกเอาใจพูนอย่างออกนอกหน้า คุณนายแขระอาใจ จำต้องขอให้ลูกชายพาพูนกลับไปโพนทอง เพราะเห็นแก่หลานสาวของตน ประเสริฐไม่ยอมทำตาม หนำซ้ำยังไปหาบ้านเช่าให้พูนพำนักเป็นการถาวร เมื่อหนุ่มสาวสองคนได้อยู่ตามลำพังรสรักจึงบังเกิดขึ้น
ประเสริฐประเคนเสื้อผ้าอาภรณ์ดีๆ ให้พูนใส่ระหว่างที่พูนมีชีวิตหรูหราอยู่ในกรุงเทพ หารู้ไม่ว่าทำให้นางเพิ่มทุกข์ใจเพราะเป็นห่วงบุตรสาวจนล้มป่วย นายโชติจึงเดินทางมาตามตัวพูน แต่คุณนายแขกลับบอกว่า ประเสริฐได้พาพูนกลับโพนทองไปนานแล้ว แจ๋ว คนใช้ในบ้านรีบเสนอหน้าฟ้องว่าประเสริฐแอบไปเช่าบ้านอยู่กับพูน นายโชติจึงรีบไปลากพูนกลับโพนทองโดยไม่รีรอ ประเสริฐกลับมาบ้านเช่าคล้อยหลังที่นายโชติกลับไปไม่นาน และต้องเสียใจอย่างหนักเมื่อเปี๊ยกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง
พูนกลับมาโพนทองไม่นานนางเพิ่มก็สิ้นใจ แถมนายโชติต้องมาตาบอดเพราะถูกเจ้าแก่นกับเจ้าเหลือทำร้ายซ้ำร้ายพูนยังต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งถือกำเนิดขึ้นกับประเสริฐเพียงลำพัง เมื่อ นางพลอย แม่สื่อมาคะยั้นคะยอจะพาพูนไปหาสามีใหม่ พูนจึงยอมตามนางพลอยไปเพื่อตัดรำคาญ แต่ในระหว่างที่เดินผ่านบึงบัวพูนก็ระลึกคำสอนของมารดาที่ให้ประพฤติตนดั่งดอกไม้ที่ดีงาม พูนจึงหันหลังเดินกลับไปที่บ้านร้องไห้เสียใจที่ไม่เชื่อคำสอนของมารดา นายปลื้มอดเวทนาไม่ได้ จึงเดินทางมาตามตัวประเสริฐที่กรุงเทพ แต่กลับพบประเสริฐกำลังเข้าพิธีแต่งงาน
วันที่เข้าฉาย : 10 มีนาคม 2480 ฉายที่ศาลาเฉลิมบุรี
ระบบถ่ายทำ :
.
ที่มา: นิตยสารภาพยนตรสาร กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2480

หลอกเมีย
The Husband Misbehaves
จำรัส กับ ลาวรรณ สองสามีภรรยาย้ายมาอยู่ที่บ้านใหม่ และได้ คุณอึ หรือชื่อเดิมว่า หนอม มาเป็นคนรับใช้ แต่เมื่อย่างเข้ามาสู่ในบ้านมิวายโรคเดิมของจำรัส คือ โรคกลัวเมีย ก็พลันกำเริบ เพียงแค่ลาวรรณตำหนิเรื่องการติดรูปบนผนังว่าต้องเอารูปของตนไว้ข้างบน บ่ายวันหนึ่ง หนอมคนรับใช้คู่ใจเอาหนังสือพิมพ์มาให้จำรัสดูรูปสาวน้อยนั่งตกปลา แถมยังยุยงเจ้านายให้หาทางไปดูตัวจริง จำรัสนึกสนุกคิดอุบายหลอกลาวรรณว่าการงานวุ่นวายจนเป็นโรคเส้นประสาท และอ้างว่าหมอแนะนำให้ไปตกปลาเพื่อเป็นการผ่อนคลายลาวรรณไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของจำรัสจึงเห็นดีด้วย
ที่สระน้ำตามประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์จำรัสได้พบกับสาวน้อยตามใจหวัง และพยายามหาโอกาสเข้าไปทำความรู้จักจนได้นามบัตรและทราบว่าชื่อกมล วันต่อๆ มา จำรัสก็กุเรื่องโกหกลาวรรณเพื่อไปที่บ้านกมล ตามที่อยู่บนนามบัตร ทำให้ได้พบ เถ้าแก่กิมหมง บิดาของกมล ซึ่งเคยมาขอทำประกันโรงสีของตนและวางแผนจะเผาโรงสีเพื่อเอาเงินประกัน
ลาวรรณระอาความเจ้าชู้ของสามี ขนาดขู่จำรัสว่าจะพาไปให้หมอเพื่อผ่าเส้นประสาททิ้ง จำรัสก็ไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัว ยังวางแผนหลอกลาวรรณว่าต้องไปทำงานที่เชียงใหม่ แต่ความจริงแล้วไปพักอยู่กับ ทองอ่อน เพื่อนสนิท ฝ่ายลาวรรณ เมื่อสามีไม่อยู่จึงเดินทางไปที่บ้านเถ้าแก่หมงประกาศตนว่าเป็นภรรยาของจำรัส และสั่งห้ามกมลไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับจำรัสอีก พอจำรัสไปขอพบกมลจึงโดนเถ้าแก่กิมหมงไล่ตะเพิดข้อที่ว่ามีภรรยาแล้วยังมาหลอกลูกสาวตน จำรัสเดินคอตกกลับบ้าน มิวายโดนลาวรรณซักไซ้จับได้ว่าจำรัสไม่ได้ไปเชียงใหม่จริงจำรัสจึงโดนภรรยาฟาดจนต้องนอนซม การหลอกเมียของจำรัสจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้
วันที่เข้าฉาย : 8 กุมภาพันธ์ 2480 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ เสียงในฟิล์ม 35 มม.

เมืองทอง
Muang Thong
ชีวิตของ ฉัย ต้องพลิกผันเมื่อ นายสุด ผู้เป็นพ่อโดนเสือกินระหว่างการเดินทางไปค้าขายยังต่างถิ่นส่วน นางคำ ผู้เป็นแม่ ก็ยังมาตรอมใจตายตามพ่อไปอีกคนก่อนตายนางคำได้สั่งเสียให้ฉัยไปขออาศัยอยู่กับ นายเหมือน ผู้มีศักดิ์เป็นลุง นายเหมือนและ นางสลวย สองสามีภรรยาเป็นเศรษฐีที่มีจิตเมตตา สงสารชะตากรรมของฉัยจึงรับอุปการะส่งเสียให้ฉัยได้ร่ำเรียนในโรงเรียนเหมือนเด็กๆ ทั่วไป
15 ปีผ่านไป ฉัย เป็นผู้ใหญ่พอที่จะช่วยแบ่งเบางานของนายเหมือน ช่วยเก็บเงินค่าค้าไม้ ส่วน เพ็ญศรี ลูกสาวของนายเหมือนก็โตเป็นสาวงาม มีหนุ่มมากมายมาติดพันโดยเฉพาะ สอน คู่ปรับในวัยเด็กของฉัยที่เพียรมาขอความรักเพ็ญศรี แต่เพ็ญศรีไม่มีทีท่าจะรักตอบ เพราะมอบใจให้ฉัยไปหมดแล้ว นายเหมือนผู้รักฉัยดั่งลูกในไส้ก็มิได้รังเกียจฉัยแต่อย่างใด จึงส่งเสริมให้หนุ่มสาวได้ครองรักกัน ฝ่ายสอน เมื่อไม่สมหวังในความรักก็บ่ายหน้าเข้าหาสุรา และคิดแก้แค้นฉัยโดยทำทีมาเสนอค้าไม้ราคาถูก อ้างว่าพ่อค้าไม้คนหนึ่งนำมาแต่ภรรยาเสียชีวิตระหว่างการเดินทางจึงต้องรีบกลับไปจัดการทำพิธีศพ ฉัยตกหลุมพรางเข้าอย่างจัง ตามสอนไปหาพ่อค้าไม้อย่างว่าง่าย แต่แทนที่สอนจะพามาพบพ่อค้าไม้กลับพาฉัยมาที่ราชสีมาฮอลล์อันอุดมไปด้วยนางระบำ สอนเรียกให้เฉลียวมาร้องเพลงให้ฉัยฟัง จังหวะนั้นเอง ทองย้อยก็มาหาเรื่องชกต่อยกับฉัยและอาศัยช่วงชุลมุนขโมยกระเป๋าเงินของฉัยไป ทำให้ฉัยไม่กล้ากลับไปพบนายเหมือนจึงกลับไปที่บ้านเก่าของตน ฉัยได้มาเจอกับ แหน เพื่อนสมัยเด็กกำลังขลุกตัวอยู่กับ นายกอง นักวิทยาศาสตร์คร่ำครึ ที่พยายามเล่นแร่แปรธาตุหวังจะเปลี่ยนพริกเปลี่ยนกะปิให้เป็นทอง ฉัยเลยหลอกว่าให้ผสมใบตองลงไปด้วย นายกองเชื่อสนิทรีบไปปลูกต้นกล้วยหมายจะเอามาเปลี่ยนเป็นทอง
นับจากวันที่ฉัยหายตัวไป เพ็ญศรีก็ไม่เป็นอันกินอันนอนล้มป่วยเป็นไข้ เดือดร้อนถึงนายเหมือนที่ต้องตามหมอมารักษา แต่ก็ไม่หาย นายเหมือนจึงชวนเพ็ญศรีไปเปลี่ยนบรรยากาศยังบ้านเดิมของฉัย เพ็ญศรีหูผึ่ง ลุกขึ้นกุลีกุจอเก็บข้าวของเดินทางไปบ้านเกิดของฉัยอย่างฉับพลัน สอนรีบตามมาเป่าหูเพ็ญศรีว่าที่แท้ฉัยกลับมาหาแหนคนรักเก่า เป็นจังหวะเดียวกับที่เพ็ญศรีเห็นแหนกำลังป้อนมะพร้าวใส่ปากฉัย สอนกระหยิ่มยิ้มย่อง ในใจคิดว่าเพ็ญศรีจะเป็นของตนก็คราวนี้ แต่การณ์กลับเป็นว่า เปิดโอกาสให้ฉัยได้ปรับความเข้าใจกับเพ็ญศรี สอนประจักษ์แก่ตาถึงความรักของทั้งสองจึงสารภาพความจริงและยอมตัดใจจากเพ็ญศรี ระหว่างที่เรื่องราวกำลังจะจบด้วยดี นายกองก็กระหืดกระหอบมาต่อว่าฉัยที่บังอาจมาหลอกให้ตนปลูกกล้วยเสียเกือบครึ่งปีฉัยเลยว่า ค่ากล้วยค่าใบตองที่นายกองเสียไปนั่นล่ะเท่ากับค่าทอง
วันที่เข้าฉาย : 4 กุมภาพันธ์ 2480 ฉายที่โรงภาพยนตร์วัฒนากร
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ 16 มม. ให้เสียงพากย์สด
.
ที่มา: นิตยสารชุมนุมภาพยนตร มกราคม พ.ศ. 2480
ภาพยนตร์ปีอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สำรวจภาพยนตร์ไทยจากปีต่างๆ เพื่อค้นหาผลงานคลาสสิกและหนังยุคใหม่ที่คุณอาจพลาด
เกี่ยวกับภาพยนตร์ไทยปี 2480
ปี 2480 พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) เป็นปีที่มีภาพยนตร์ไทยฉายจำนวน 12 เรื่อง ครอบคลุมหลากหลายแนวจากBlack and White, Drama, Folklore และอีกหลายแนวที่น่าติดตาม
ผลิตโดยที่มีผลงานมากที่สุดในปีนี้ ได้แก่ ภาพยนตร์เสียงศรีกรุง, หัสดินทร์ภาพยนตร์, อบ โหมดประดิษฐ์ พร้อมนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายและคุณภาพสูง เหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย
คำถามที่พบบ่อย - ภาพยนตร์ไทยปี 2480
มีภาพยนตร์ไทยฉายปี 2480 กี่เรื่อง?
ปี 2480 พ.ศ. 2480 มีภาพยนตร์ไทยฉายทั้งหมด 12 เรื่อง ครอบคลุมทุกผลิตโดยและหลากหลายแนว
ผลิตโดยไหนมีหนังมากที่สุดในปี 2480?
ผลิตโดยที่มีภาพยนตร์มากที่สุดในปี 2480 ได้แก่ ภาพยนตร์เสียงศรีกรุง, หัสดินทร์ภาพยนตร์, อบ โหมดประดิษฐ์ พร้อมผลงานที่หลากหลาย
แนวหนังยอดนิยมปี 2480 คืออะไร?
แนวภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมในปี 2480 ได้แก่ Black and White, Drama, Folklore, Romantic, Horror และอีกหลายแนวที่น่าสนใจ
ภาพยนตร์ไทยปี 2480 เรื่องไหนได้รับคะแนนสูงสุด?
ข้อมูลคะแนนยังอยู่ระหว่างการรวบรวม สามารถดูรายละเอียดได้ในรายการด้านบน