
Ton Nga Chang
เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย ณ โรงเตี๊ยม "เซ่งหลี" อันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของบรรดาชาวเหมืองแร่จังหวัดยะลาทั้งหลาย (ที่มา: นิตยสารภาพยนตร์สาร พฤศจิกายน พ.ศ. 2484)
วันที่เข้าฉาย : ?? ตุลาคม 2485
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์สีธรรมชาติ 16 มม. ให้เสียงพากย์สด

United Thai
บันทึกเหตุการณ์กรณีพิพาทไทย-อินโดจีนของฝรั่งเศส เกียรติประวัติของ ร.พัน 3 หลังจากที่ฝรั่งเศสตอบปฏิเสธรัฐบาลไทยกรณีเรียกร้องดินแดนคืนฝ่ายไทยจึงเริ่มมีการลำเรียงทหารและจัดตั้งองค์การอาสากาชาดเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขพลเมืองไทยตามแนวรบชายฝั่งแม่น้ำโขง แล้วจึงมีการสู่รบทางอากาศที่เมืองนครพนม เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 เป็นชนวนให้เกิดการรบใหญ่ในเวลาต่อมาที่สมรภูมิบ้านพร้าวซึ่งกองทัพบูรพายึดธงชัยเฉลิมพลของข้าศึกได้ กองหน้าฝ่ายไทยได้ยึดดินแดนไปจนถึงบริเวณก่อนประตูศรีโสภณประมาณ 6 กม. ก่อนจะมีการพักรบในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2483 แล้วจึงมีการจัดการเดินสวนสนามฉลองชัย ที่กรุงเทพ ระหว่างพักรบ นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมทหารในแนวรบ กองทัพบูรพาและประดับเหรียญชัยสมรภูมิแก่แม่ทัพ นายกอง และนายทหาร หลังจากนั้นเหล่าทหารที่ร่วมรบได้เดินทางกลับกรุงเทพ ท่ามกลางการต้อนรับของมหาชน และสวนสนามฉลองชัยรวมทั้งแสดงอาวุธอันทันสมัยที่ใช้ในการรบคราวนี้ ในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2484
.
ในขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้เกิดกรณีพิพาทกับอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2483 ในสมัยที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันมีสาเหตุมาจากการสู้รบเพื่อแย่งชิงดินแดนซึ่งประเทศไทยเคยสูญเสียให้อินโดจีนของฝรั่งเศสในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2449 การสู้รบในครั้งนี้ไม่มีการประกาศเป็นสงครามอย่างเป็นทางการ กินเวลาเพียง 3 เดือนเศษ เป็นสงครามที่มีการรบทั้งทางบก ทางอากาศ และทางเรือ ตลอดแนวชายแดนภาคอีสาน โดยการนำของแม่ทัพบูรพา พลเอกมังกร พรหมโยธี ซึ่งกองทัพบูรพาสามารถยึดเมืองพระตะบอง เสียมราฐ อีกทั้งยังยึดธงชัยเฉลิมพลของฝรั่งเศสได้ แต่ยังไม่ทันรู้แพ้รู้ชนะ ประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยและยุติการสู้รบในเวลาต่อมา
.
ในขณะเกิดการรบระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ได้มีการถ่ายทำเป็นภาพยนตร์อยู่หลายเรื่อง และนำออกฉายตามโรงภาพยนตร์ หลักฐานทางเอกสารที่ค้นพบมีอย่างน้อยสองเรื่อง คือเรื่อง “รวมไทย” สร้างโดย กรมสาธารณสุขและกรมรถไฟ ถ่ายทำโดย ม.จ. ศุกรวรรณดิศ ดิศกุล นายช่างถ่ายหนังแห่งกรมรถไฟ และนายฟื้น เพ็งเจริญ นายช่างถ่ายหนังของกรมสาธารณสุข อีกเรื่องหนึ่งคือ “ใจไทย” สร้างโดย กรมสาธารณสุขและกรมประชาสงเคราะห์
.
ภาพยนตร์เรื่อง “รวมไทย” นี้หอภาพยนตร์มีหนังสือสูจิบัตร ทำให้ทราบเลา ๆ ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร แต่เรื่อง “ใจไทย” ไม่มีหนังสือ คงพบแต่บทความในวารสาร ซึ่งบรรยายให้เห็นการดำเนินเหตุการณ์ในหนังเช่นกัน
.
ภาพยนตร์สองเรื่องนี้เราเคยเชื่อว่าสูญหายไปแล้ว จนเมื่อวันหนึ่งคุณเรืองยศ พิบูลสงคราม ลูกสะใภ้ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้พบฟิล์มซึ่งเก็บไว้ในบ้านโดยบังเอิญ และนำมามอบให้หอภาพยนตร์ คุณเรืองยศเล่าว่าฟิล์มเหล่านี้น่าจะเป็นฟิล์มที่จอมพล ป. ถ่ายภาพยนตร์เหตุการณ์ในครอบครัวด้วยตนเอง อย่างที่เรียกว่า หนังบ้าน หน้ากล่องฟิล์มภาพยนตร์ส่วนใหญ่เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ เหมือนเป็นการจดบันทึกช่วยจำของผู้ถ่าย
.
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจฟิล์มม้วนหนึ่ง ขนาด 16 มม. ขาว-ดำ ไม่มีเสียง ไม่มีชื่อเรื่องบนฟิล์ม ส่องดูเห็นเป็นภาพเหตุการณ์การสู้รบ จึงเอะใจและได้ดำเนินการแปลงสัญญาณฟิล์มภาพยนตร์เป็นวีดิโอ เพราะฟิล์มต้นฉบับอยู่ในอาการเสื่อมสภาพหนัก คาดว่าคงจะเก็บในที่ชื้นหรืออาจจะโดนน้ำ จึงไม่สามารถเข้าเครื่องพิมพ์หรือเครื่องฉายได้ ภาพที่พอจะเหลือให้เราได้เห็น เป็นภาพเหตุการณ์การเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ภาพการลำเลียงกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยไปสู้แนวรบ ภาพในสนามรบ ภาพจอมพล ป. เดินทางไปเยี่ยมทหารชายแดนอรัญประเทศ ภาพการอพยพราษฎร ภาพการแจงให้ราษฎรทราบถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องทำสงคราม
.
หอภาพยนตร์ได้ศึกษาภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในภาพยนตร์ โดยศึกษาเปรียบเทียบกับข้อมูลของภาพยนตร์ “รวมไทย” และ “ใจไทย” เท่าที่มีอยู่ ที่สุดก็ลงความเห็นว่า ภาพยนตร์ที่ได้รับจากคุณเรืองยศนี้ น่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “รวมไทย”
.
ภาพยนตร์ม้วนนี้ ไม่ว่าที่สุดแล้ว จะคือ “รวมไทย” จริงหรือไม่ก็ตาม มีคุณค่ายิ่งในฐานะภาพยนตร์บันทึกกรณีพิพาทไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ เป็นเอกสารประวัติศาสตร์สำคัญบทหนึ่งของชาติซึ่งไม่อาจทดแทนได้จากเอกสารอื่น ๆ โดยเฉพาะตัวอักษร
วันที่เข้าฉาย : ?? 2484
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ สลับ สี (ธรรมชาติ) ฟิล์ม 16 มม.

Sam Poi Luang
ประเสริฐ กับ วลี หนุ่มสาวชาวกรุงพบกันโดยบังเอิญที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ขณะจองตั๋วรถไฟไปท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งสองทำความรู้จักกันจนเกิดเป็นความรัก ประเสริฐเป็นข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ จะไปพักที่โรงแรม ส่วนวลีจะไปพักอยู่บ้านของ แสง พ่อค้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าแก่ของพ่อ
เมื่อถึงเมืองเชียงใหม่ ประเสริฐแวะเวียนไปหาวลีทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งประเสริฐเห็นวลีกับ ไสว ลูกชายของแสง เกิดความเข้าใจผิดจึงตัดพ้อต่อว่าวลี แล้วหนีเข้าป่าไปล่าสัตว์เพื่อระบายอารมณ์ ประเสริฐประสบอุบัติเหตุลื่นตกไหล่เขา เคราะห์ดีที่ได้สาวชาวไร่ช่วยชีวิตไว้ ทราบภายหลังว่าเธอชื่อ อุ่นเรือน เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บอุ่นเรือนอาสาพาเขาไปเที่ยวยังที่ต่างๆ ประเสริฐซึ่งผิดหวังจากสาวเมืองกรุง จึงประทับใจในความใสซื่อบริสุทธิ์ของสาวชาวไร่อย่างอุ่นเรือน แล้วทั้งสองจึงตกเป็นของกันและกัน
ทางด้านวลี เธอร้อนใจออกตามหาประเสริฐอย่างเอาเป็นเอาตาย จนกระทั่งบุกป่าฝ่าดงมาถึงชุมชนชาวไร่ วลีปราดเข้าไปซบประเสริฐทันทีที่ได้พบ ปรากฏเป็นภาพบาดตาบาดใจแก่อุ่นเรือนอย่างยิ่ง แต่ประเสริฐสำนึกในความดีของอุ่นเรือน จึงยืนยันที่จะไม่กลับไปเมืองกรุงกับวลี เพื่ออยู่ครองรักกับอุ่นเรือนในหุบเขาต่อไป
วันที่เข้าฉาย : 15 ธันวาคม 2483 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์สีธรรมชาติ 16 มม. ให้เสียงพากย์สด

Yung Rai Kwa Suea
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวจำนวน 6 ม้วน
.
วันที่เข้าฉาย : 7 พฤศจิกายน 2473 ฉายที่โรงภาพยนตร์บ้านหม้อ
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์เงียบ ขาว-ดำ ฟิล์ม 35 มม.
Thepthida
ภาพยนตร์เรื่องนี้ เท่าที่คณะเราได้ไปชมมาแล้ว รู้สึกว่าดีเป็นพิเศษ เยี่ยมกว่าภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่เคยนำออกฉายมาแล้ว การถ่ายได้กระทำอย่างโลดโผนพิสดาร เช่นเทพธิดาเหาะเหิรเดินอยู่บนนภากาศ เป็นต้น (ที่มา: หนังสือพิมพ์รายวัน ศรีกรุง มีนาคม พ.ศ. 2471)
บริษัทผู้สร้าง : สภากาชาดสยาม โดย กองภาพยนตร์ เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง
วันที่เข้าฉาย : 28 มีนาคม 2471 ฉายที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์เงียบ ขาว-ดำ ฟิล์ม 35 มม.