บริษัท ภาพยนตร์ไทย จำกัด
No description available.
Found 5 movies total

ลูกทุ่ง
ณ ลุ่มน้ำท่าจีน จังหวัดสาลี อันเป็นเขตกสิกรรม ครอบครัวของพ่อชมดำรงชีพด้วยการทำไร่ไถนามาหลายชั่วอายุคน พ่อชมมีลูกชายด้วยกันอยู่สองคน คือ ช่วย คนพี่คิดจะเจริญรอยตามพ่อ สืบทอดอาชีพกสิกร แต่ ชู คนน้องมักใหญ่ใฝ่สูงอยากจะเป็นขุนนางท่ามกลางเสียงคัดค้านของพ่อชม ชูจึงต้องดิ้นรนหาทางได้เล่าเรียนด้วยตัวเอง และโชคชะตาก็เข้าข้างชู เมื่อวันหนึ่ง ขุนกสิกิจเดินทางมายังจังหวัดสาลีเผอิญถูกตาต้องใจชูเข้า เพราะตัวเองมีแต่ลูกสาวไม่มีลูกชาย จึงขอรับอุปการะชูให้ได้เข้าเรียนที่กรุงเทพ
หลายปีผ่านไป ชูไต่เต้าจนได้เป็นนายอำเภอสมอย่างที่หวัง ไม่เพียงแต่หน้าที่การงานจะก้าวหน้า เรื่องของหัวใจก็กำลังปลูกต้นรักอยู่กับ ผจง ลูกสาวสุดสวยของขุนกสิกิจนั่นเอง ไม่นานหลังจากนั้นก็มีเหตุให้ชูต้องกลับยังบ้านเกิด เนื่องจากขุนกสิกิจได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยากสิกิจมาประจำอยู่ที่จังหวัดสาลี บัดนี้ ดำ กับ แจ๋ว เพื่อนเล่นในวัยเด็กของชูผันตัวไปเป็นอันธพาลปล้นทรัพย์ชาวบ้าน เป็นที่เดือดร้อนนัก ร้อนถึงหน้าที่ของนายอำเภอที่ต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ชาวบ้าน แต่นายอำเภอชูกลับแสดงท่าทีเจ้ายศเจ้าอย่าง เป็นเหตุให้ชาวบ้านต่างพากันเกลียดชัง ดีที่ช่วยคอยช่วยเหลือไกล่เกลี่ย ช่วยจึงเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน รวมทั้งพระยากสิกิจกับผจงลูกสาวที่เกิดหลงใหลได้ปลื้มในตัวช่วย เพราะนับถือคนประกอบอาชีพกสิกรรมอันเป็นกระดูกสันหลังของชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เมื่อช่วยรู้ว่าผจงเริ่มมีใจให้ จึงเริ่มไว้ตัว ด้วยรู้ว่าน้องชายสมัครใจรักผู้หญิงคนนี้ และแล้วเหตุร้ายก็เกิดขึ้น เมื่อแจ๋ววางแผนออกปล้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ช่วยจึงปลอมตัวเป็นโจรเพื่อเกลี้ยกล่อมให้แจ๋วกลับใจ เคราะห์ร้ายครานี้ ตำรวจก็สืบทราบแผนการเช่นกัน จึงนำกำลังล้อมจับ ช่วยจึงติดร่างแหไปด้วย ผจงไปขอร้องให้แจ๋วช่วยบอกความจริงกับตำรวจ แจ๋วซึ่งสำนึกในบุญคุณของช่วยอยู่แล้วก็ยอมทำตาม ทำให้ช่วยพ้นผิดและได้ครองรักกับผจง ชูจึงได้สำนึกและกลับตัวเป็นข้าราชการดีตั้งแต่นั้นมา
วันที่เข้าฉาย : 31 มีนาคม 2482 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ เสียงในฟิล์ม 35 มม.
.
ที่มา: หนังสือพิมพ์ศรีกรุง 4 เมษายน พ.ศ. 2483

ปิดทองหลังพระ
เจ้าคุณอินทรภักดี ก่อตั้งบริษัทหาของเก่า ชื่อ บริษัทเสาะหาทรัพย์ ไม่จำกัด เป็นงานอดิเรกหลังเกษียณราชการ โดยมีลูกจ้างในบริษัทคือ ไพรัช หลานชายของมนูญ และ ยม ยมนั้นไม่ค่อยลงรอยกับไพรัชด้วยว่าหมายปอง วัฒนา ซึ่งชอบพออยู่กับไพรัช จึงหลอกไพรัชไปเล่นไพ่และโกงไพ่ทำให้ไพรัชเป็นหนี้ยม เพราะรู้ดีว่าบริษัทมีกฎห้ามพนักงานเป็นหนี้
แต่ความจริงแล้ว ยมเป็นหนี้ ฮั่วหยง เจ้าของภัตตาคาร ฮั่วหยงเองใช่ว่าจะเป็นคนมีทรัพย์ ตนเองนั้นก็เป็นหนี้ มะริด เจ้าของสวนมะริดรมณีย์ เมียลับของ อาจารย์สุก หมอดู ซึ่งต้องปิดบังความจริงเพื่อให้เป็นที่น่าเคารพนับถือของชาวบ้าน ยมขู่ให้ไพรัชใช้หนี้แทนตน วัฒนาแอบได้ยินจึงเสนอตัวใช้หนี้แทนไพรัชด้วยการเป็นนางบำเรอของสวนมะริดรมณีย์
หลังจากนั้น ไพรัชกับยมได้รับมอบหมายให้ไปแสวงหาของเก่าในป่าทางภาคเหนือ เป็นเวลาเดียวกับที่รัฐบาลออกกฎหมายจับกุมนักต้มตุ๋นซึ่งปลอมตัวเป็นหมอดูอาจารย์สุกจึงหลบหนีไปกบดานในป่าทางภาคเหนือเช่นกัน
ไพรัชออกไปหาของเก่าในป่า เผอิญพบอาจารย์สุกอาจารย์สุกตกใจรีบวิ่งหนีก็บังเอิญไปเตะแผ่นหินเข้า ทั้งสองจึงนำแผ่นหินกลับมายังที่พัก เมื่อได้คุยกับไพรัชและยมอาจารย์สุกจึงได้รู้ว่านโยบายจับกุมหมอดูเป็นเรื่องเท็จ จึงลากลับกรุงเทพฯ ยมออกอุบายให้ไพรัชออกไปเสาะหาของเก่าต่อทั้งๆ ที่ไพรัชป่วยจากพิษไข้ป่า เป็นเหตุให้ไพรัชพลัดตกจากหลังม้าและหายสาบสูญไป ยมหัวไวจึงหนีกลับกรุงเทพฯ แอบอ้างว่าตนเป็นผู้พบแผ่นหินศิลาจารึก มิหนำซ้ำยังใส่ความไพรัชว่าหนีงาน และฉวยโอกาสสู่ขอมยุรี แต่มยุรีรู้ว่ายมเป็นคนชั่วร้าย จึงไม่อยากแต่งงานด้วย
ในวันนั้นเอง ไพรัชเดินทางกลับจากภาคเหนือมาพบมนูญตามที่นัดหมาย และเพิ่งได้รู้ว่า บัดนี้วัฒนาตกเป็นนางบำเรอของยมแล้ว ยมยื่นข้อเสนอว่าจะปล่อยวัฒนาก็ได้แต่ไพรัชต้องยอมรับว่าขัดคำสั่งและหนีงาน และบังคับให้พูดว่าผู้ที่ค้นพบศิลาจารึกคือนายยม ไพรัชจำใจยอมรับข้อเสนอ ครั้นถึงกำหนดวันที่เจ้าคุณนัดยมมาฟังเรื่องที่ขอมยุรีแต่งงานมนูญได้พาตัวอาจารย์สุกมาเป็นพยานว่ายมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด ยมจำนนต่อหลักฐาน มยุรีจึงช่วยจัดการให้ไพรัชและวัฒนาเข้าใจกันได้ในที่สุด
วันที่เข้าฉาย : 11 มกราคม 2482 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ เสียงในฟิล์ม 35 มม.
.
ข้อมูลปี พ.ศ. ของภาพยนตร์ที่ออกฉาย คือก่อนการเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ เมื่อ 1 มกราคม 2484 จะนับตามปฏิทินแบบเก่า (1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่)

วันเพ็ญ
เรื่องราวชีวิตของ พิศดาร ทนายความหนุ่มโสด ซึ่งจับได้ว่า สุดา หญิงที่จะแต่งงานด้วยในอีก 7 วันข้างหน้าไม่ได้รักเขาจริง พิศดารผิดหวังในความรัก เดินเหม่อลอยมาจนถึงถนนพญาไท จึงได้พบกับเด็กสาวอายุ 14 ปี นั่งร้องไห้อยู่เดียวดาย พิศดารเข้าไปพูดคุยกับเด็กสาวจนได้รู้ว่าเธอชื่อ วันเพ็ญ พ่อของวันเพ็ญฝากเธอไว้กับป้าที่ลพบุรีก่อนไปทำงานที่ประเทศจีน แต่ไม่เคยส่งข่าวกลับมา และสาเหตุที่เธอหนีออกจากบ้านก็เพราะป้ากำลังจะจับเธอแต่งงานกับหนุ่มชาวจีนที่เธอไม่ได้รักวันเพ็ญจึงหนีมาที่กรุงเทพ พิศดารสงสารจึงชวนเธอไปอยู่ด้วย และส่งเสียให้เรียนหนังสือจนโตเป็นสาว ท่ามกลางคำครหาว่าพิศดารเลี้ยงวันเพ็ญเอาไว้เป็นภรรยา
อยู่มาวันหนึ่ง พ่อของวันเพ็ญกลับมารับเธอไปอยู่ด้วยกันที่ญี่ปุ่น พิศดารจึงต้องอยู่คนเดียวอย่างเงียบเหงาและทนทุกข์กับโรคนัยน์ตา ผ่านไปปีเศษวันเพ็ญกลับมายังกรุงเทพ จึงรีบตรงไปหาพิศดาร แต่บัดนี้พิศดารไม่สามารถมองเห็นวันเพ็ญได้อีกแล้ว
วันที่เข้าฉาย : 27 ตุลาคม 2481 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ เสียงในฟิล์ม 35 มม.

แม่สื่อสาว
เพราะบริษัทสบู่ตราหอยของ นายวาณิชย์ คล่องการค้า กับ วิไล น้องสาว มีท่าทีจะเจ๊งบรรดาหุ้นส่วนเฮโลกันมาทวงเงิน วาณิชย์กับวิไลจึงใช้ความกะล่อนหาวิธีต้มตุ๋นหุ้นส่วน ให้ยังทำมาค้าขายกับตนแบบขอไปที กระทั่งวาณิชย์นึกขึ้นได้ว่าตนยังมีคนรู้จักที่ชื่อ นายหน่ำ ท่องเที่ยว เศรษฐีบ้านนอกที่เคยบอกว่าอยากให้ตนหาสาวชาวกรุงมาแลกกับเงินจำนวนมากโขวาณิชย์และวิไลจึงรุดหน้าไปหานายหน่ำเพื่อทำการตกลง
วิไลทำหน้าที่แม่สื่อสาว เสนอชื่อ คุณนายจำปาภักดีกุล เศรษฐีนีม่ายบ้าผู้ชาย สาวใหญ่ที่วิไลรู้จัก ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตร เพราะนายหน่ำดันมาตกหลุมรักวิไล ส่วนคุณนายจำปาก็ดันมาคลั่งไคล้วาณิชย์ ครั้นทุกอย่างคลี่คลาย บทสรุปจึงกลายเป็นว่านายหน่ำก็ได้ครองรักกับวิไลสมใจ ส่วนคุณนายจำปาก็ยอมอุทิศทั้งเงินและหัวใจให้วาณิชย์ บริษัทสบู่ตราหอยจึงรอดพ้นจากการล่มจม
วันที่เข้าฉาย : 9-15 สิงหาคม 2481 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ เสียงในฟิล์ม 35 มม.

ถ่านไฟเก่า
พระยาอุปถัมภ์ เป็นคนหวงสมบัติมาก ด้วยความที่กลัวเงินทองของตนจะรั่วไหล จึงบังคับให้ อดุลย์ ลูกชายคนโตแต่งงานกับ สมนึก ลูกสาวของลำไย น้องสาวของตน แต่อดุลย์แอบมีเมียลับๆ อยู่แล้วชื่อ จินตนา ซึ่งมีฐานะยากจน พระยาอุปถัมภ์ยื่นคำขาดว่าจะตัดพ่อตัดลูกหากอดุลย์ไม่เลิกกับเมียเก็บ อดุลย์จึงบากหน้าไปขอเลิกกับจินตนาและมอบเงินให้จำนวนหนึ่ง จินตนาผู้ยึดมั่นในศักดิ์ศรี ไม่ขอรับเงินและออกจากชีวิตของอดุลย์ไปอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วไปอยู่กับป้าที่นครสวรรค์ผ่านไปปีเศษ เถ้าแก่เอี้ยหลง ปู่ของจินตนาเสียชีวิต ก่อนตายได้ทำพินัยกรรมยกมรดกให้จินตนา เธอจึงเดินทางไปรับมรดกและอยู่กับป้าที่สงขลา
เถกิง น้องชายของอดุลย์ต้องไปรับราชการที่สงขลา ก่อนเดินทาง พระยาอุปถัมภ์ได้กำชับให้เถกิงไปทำความรู้จักกับหลานสาวเถ้าแก่เอี้ยหลง เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าร่ำรวย และละโมบอยากได้สมบัติคนอื่นมาสมทบสมบัติของตน จึงทำให้เถกิงได้พบจินตนาโดยไม่รู้ว่าเธอคืออดีตเมียเก็บของพี่ชาย
จินตนาจำนามสกุลของเถกิงได้ จึงคิดแก้เผ็ดพระยาอุปถัมภ์และอดุลย์ด้วยการแกล้งทำเป็นสนิทสนมกับเถกิงต่อหน้าคนทั้งหลาย ถ่านไฟเก่าจึงปะทุ อดุลย์เกิดความหึงหวงจินตนา เมื่อถูกอดุลย์ละเลยบ่อยครั้งเข้าสมนึกจึงหันไปรักกับเถกิง วันหนึ่ง สมนึกบังเอิญได้รู้ความจริงว่าจินตนาเคยเป็นเมียเก็บของอดุลย์ จึงไปหารือกับอดุลย์เพื่อซ้อนกลจินตนา ด้วยการประกาศหมั้นต่อหน้าธารกำนัล พระยาอุปถัมภ์สมปรารถนา แต่จินตนาเกิดความเศร้าขึ้นในจิตใจ พระยาอุปถัมภ์เกิดความสงสัยในพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของทั้งสี่ ก็ปีนไปแอบฟังบนต้นไม้ที่ทุกคนหลบมาคุยกัน แล้วความจริงก็กระจ่างว่าจินตนาและอดุลย์ยังมีใจให้แก่กัน ก่อนจะร่วงหล่นลงมากลางวงสนทนา พระยาอุปถัมภ์ก็หยุดเจ้ากี้เจ้าการ เพราะยังไงแกก็ได้หลานสาวเศรษฐีเป็นลูกสะใภ้อยู่ดี
วันที่เข้าฉาย : 1 เมษายน 2481 ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง
ระบบถ่ายทำ : ภาพยนตร์ขาวดำ เสียงในฟิล์ม 35 มม.